หุ้นถูกหรือแพงดูยังไง


 

การที่เราจะวัดว่าหุ้นตัวนั้นถูกหรือแพงนั้น หลายคนอาจจะเข้าใจว่า ยิ่งราคาสูงยิ่งแพง อย่าง PTT ราคา 300-400 บาทนั้นแพง MINT 30-40 บาทนั้นถูกกว่าแบบนี้

6a00d834525fff69e201bb08887fa8970d

ผิดครับ!!

ราคาหุ้นไม่สามารถนำมาเทียบกันดื้อๆได้ว่าตัวนี้ราคาถูกตัวนี้ราคาแพง เหมือนคุณซื้อรองเท้าคู่ละ 300 บางทีใส่ไม่ถึง 10 ทีหนังก็ลอกถลอกไม่สวยแล้ว แต่รองเท้าคู่ละ 3000 อาจจะให้ทั้งความสบายเท้า คงทน และอยู่กับเราได้นานกว่า หุ้นก็เหมือนสินค้าๆหนึ่ง  หากเป็นสินค้าที่คุณภาพดีก็ไม่แปลกเลยที่ราคาจะสูงกว่าสินค้าที่คุณภาพด้อยกว่า ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ต่างมองหาสินค้าที่คุณภาพดีและราคาถูก ก็เหมือนเรากำลังมองหากหุ้นศักยภาพดีและราคายังไม่แพงจนเกินไป ถ้าเราเดินไปร้านแบรนด์ดังคุณภาพดีแล้วเห็นป้าย Sale 80% เราก็คงอยากซื้อถูกมั้ยครับ เพราะได้ทั้งคุณภาพและราคาถูก ก็เหมือนหุ้นที่ดีในเวลาวิกฤตต่างๆก็อาจราคาลดลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็น แต่ถ้าเรามองว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งและสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราได้ซื้อของดีในเวลา Sale นั่นเอง

การจะดูคุณภาพหุ้น

คุณภาพของหุ้นดูยังไง?? เราสามารถดูได้ว่าบริษัทนั้นกำไรดีหรือเปล่า กำไรสม่ำเสมอมั้ย และกำไรเติบโตดีหรือเปล่า หรือเราอาจดูได้จาก การเติบโตของ กำไรต่อหุ้น หรือ ที่เรียกกันว่า EPS (Earning per share) ว่าเติบโตเป็นอย่างไร

ซึ่งการเติบโตที่ดี ควรเติบโตต่อไปแบบต่อเนื่องอย่างน้อย 5-6ปี โดยการที่โตมากกว่า7% ต่อปี ถือว่าดี และ มากกว่า 15%คือหุ้นโตเร็วมาก แต่เพียงแค่การคำนวณย้อนหลังก็ไม่สามารถตัดสินทุกอย่างได้ ต้องดูรูปแบบธุรกิจประกอบ ธุรกิจที่มีแนวโน้มดี มีกำไรต่อเนื่อง และเป็นที่ต้องการของตลาดสูงขึ้นในอนาคต เช่นสิ่งที่คนต้องใช้เสมอ และมีแนวโน้มมากขึ้นๆเรื่อย ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นหุ้นคุณภาพดี และมีคนต้องการ

การดูราคาหุ้น

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ดูแค่ราคาไม่สามารถบอกได้ว่าถูกหรือแพง สิ่งที่มักใช้ในการวัดราคาหุ้นจะเป็น P/E Ratio หรือ ค่า P/E ซึ่งมาจากการนำราคาต่อหุ้น มาหารด้วย กำไรต่อหุ้นนั่นเอง Price / Earning สมมุติว่า ADVANC ราคา 200 บาท มีกำไรต่อหุ้นที่ 10 บาท P/E จะเท่ากับ 20 สามารถนำไปเทียบกับ P/E เฉลี่ยของธุรกิจสื่อสารได้ เช่นถ้า P/E เฉลี่ยของธุรกิจสื่อสารตลาดคือ 30 ก็แสดงว่า ADVANC ถูกกว่าหุ้นในกลุ่มเดียวกันระดับหนึ่ง

** เพิ่มเติม หุ้นที่ถูก P/E ต่ำไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป เพราะบางบริษัทที่ P/E ต่ำมากจนเกินไป อาจจะไม่ถูกสนใจและไม่มีการเติบโตที่ดีเลย

เมื่อนำสองอย่างมารวมกัน

PEG Ratio คือการนำ P/E ตั้งแล้วหารด้วยอัตราการเติบโต Growth ถ้าผลได้ออกมาต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่าหุ้นนี้มีคุณภาพมากกว่าราคา หรือเป็นหุ้นที่ดีแต่ราคาถูกนั่นเอง แต่การจะดู PEG ratio ก็มีข้อจำกัดเพราะ Growth (G) เป็นค่าที่เราคาดว่าบริษัทจะเติบโตเท่าไหร ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็อาจจะผิดเพี้ยนไปจากที่คาดการ์ณได้

นอกจากคุณภาพกับราคาแล้วการเกร็งกำไรก็มีส่วนทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไปอีก ในตลาดบางช่วงก็มีการเกร็งกำไรที่สูงจนมูลค่าเกินพื้นฐานไปไกล และหลายๆครั้งมันก็ยังสามารถแพงขึ้นไปได้อีกบนความโลภของคน และเมื่อถึงเวลาที่คนหนีตายกัน ก็จะมีการเทขายแบบไม่ยั้ง และกว่าจะฟื้นกลับมาคงใช้เวลาอีกนานมาก ควรแบ่งบางส่วนขายไปก่อนหรือที่เรียกกันว่าลดพอร์ท และเพิ่มความระมัดระวังในการซื้อขายให้มากขึ้นเป็นพิเศษ

 

สรุป หุ้นถูกหรือแพงต้องมองคุณภาพประกอบกับราคา และต้องเข้าใจสภาพตลาดด้วยว่ามีการเก็งกำไรอยู่ในระดับไหน เพราะอาจแพงเกินคุณค่าของมันไปไกลก็ได้ ส่วนการเข้าใจรูปแบบธุรกิจและใช้ P/E และ PEG ratio เปรียบเสมือนเป็นเครื่องกรองหุ้นที่ไม่ดีออกไป ก็ช่วยให้เราคัดหุ้นที่ดีๆมาใส่ใน ตะกร้าหุ้นที่น่าสนใจ ของเราได้ เมื่อถึงเวลาช่วง Sales หรือราคาลงมาในจุดที่เราพอใจก็สามารถเก็บเข้าพอทได้ตามสบาย

Previous จะได้เงินคืนเท่าไหร ถ้าขอคืนภาษีปันผล?
Next ไฟเขียวแล้ว ครม. ประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีได้

No Comment

Leave a reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *