อภินิหาร Passive Fund ความลับที่หลายคนไม่รู้


กองทุนจะถูกแบ่งเป็นสองแบบคือ Passive Fund (กองทุนเชิงรับ) กับ Active Fund (กองทุนเชิงรุก) โดย Passive Fund หรือกองทุนที่พยายามให้เท่ากับดัชนีที่กำหนด เช่น SET passive fund ก็จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงหรือเท่ากับ SET Index หรือมูลค่ามวลรวมของทั้งตลาด ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆก็คือกองทุนที่เอาเงินไปซื้อหุ้นทั้งหมดที่มีในตลาด ถ้าตลาดขึ้นเท่าไหร Passive Fund ก็จะขึ้นในปริมาณที่ใกล้เคียงหรือเท่ากัน นั่นก็คือ SET Passive Fund คล้ายเป็นตัวแทนของตลาดหุ้นไทยนั่นเอง ส่วน Active Fund คือ กองทุนที่พยายามลงทุนยังไงก็ได้ให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด หากผู้บริหารกอทุนเก่งก็อาจจะสามารถชนะตลาดและได้ผลตอบแทนที่ดี แต่หากลงทุนผิดพลาดก็อาจจะได้ผลที่ตรงกันข้าม

ข้อดีของ Passive Fund

  1. Management Fee ต่ำกว่า – ค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมต่ำเท่ากับต้นทุนของเราต่ำ หรือเอาง่ายๆคือถูกกว่า Management Fee มีผลต่อดอกเบี้ยทบต้นมาก หาก Management Fee ต่ำจะทำให้พลังของดอกทบต้นมีผลได้เต็มที่กว่า และยิ่งระยะยาวจะได้ผลลัพธ์ที่สูงกว่ามาก
  2. Human Error ต่ำกว่า – เพราะ Passive Fund ลงทุนไปในทิศทางเดียวกับตลาด ทำให้ผู้ลงทุนไม่ต้องกลัวว่าผู้บริหารกองทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ดี หรือผลประกอบการจะแย่กว่ากองทุนอื่นๆ ลดข้อผิดพลาดจากการตัดสินใจที่ผิดของมนุษย์

ข้อดีของ Active Fund

  1. มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า – เนื่องจาก Active Fund เป็นการเลือกลงทุนเองหากลงทุนถูกมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

ในความเป็นจริง Passive Fund หรือ Active Fund กองไหนจะดีกว่ากัน?

โดยส่วนมากคนทั่วไปหากจะซื้อกองทุนก็จะไปดูข้อมูลย้อนหลังว่ากองไหนทำผลตอบแทนได้ดี แล้วก็เลือกซื้อกองนั้น หากเราไปดูข้อมูลย้อนหลังและเลือกกองทุน Active Fund ที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด 20 กองของสหรัฐฯตั้งแต่ปี 1970 จะพบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกองทุนหุ้นทุกกอง แต่หลังจากนั้น 10 ปี 20 กองแรกที่ดีที่สุดที่กล่าวมากลับได้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และหากเราทำซ้ำแบบเดิมโดยการเลือกลงทุน 20 กองทุนที่ดีที่สุดจากผลตอบแทนย้อนหลัง 10ปีต่อมา กองทุน 20 กองนั้นก็ยังได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าตลาด

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

  1. ขนาดของกองทุนที่เปลี่ยนไป – ถ้าให้เห็นภาพง่ายๆอย่างในไทยคนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อกองทุน LTF จากการดูผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุด กองทุนไหนที่ทำผลตอบแทนย้อนหลังได้สูงจะมีคนซื้อกองทุนนั้นเยอะมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือขนาดของกองทุนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นั่นเป็นผลทำให้สไตล์การลงทุนของกองทุนอาจจะต้องเปลี่ยนไปเช่นจากหุ้นเล็กที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงอาจจะต้องย้ายไปหุ้นที่ใหญ่ขึ้น และทำให้การตัดสินใจและการทำงานของผู้บริหารกองทุนยากลำบากขึ้นตามไปด้วย
  2. เปลี่ยนผู้บริหารกองทุน – ผู้บริหารกองทุนก็ไม่ต่างจากนักเตะ เมื่อสร้างผลงานที่เยี่ยมยอดและสวยหรูไว้แล้วก็มีโอกาสถูกซื้อตัวไปยังทีมหรือบลจ.อื่น ถึงแม้กองทุนจะเป็นชื่อเดิมแต่หากเปลี่ยนผู้บริหารกองทุน อำนาจการตัดสินใจและผลลัพธ์จากการลงทุนย่อมเปลี่ยนไปอย่างไม่ต้องสงสัย

ในทุกๆปีจะมี Active Fund ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า Passive Fund แน่นอน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถเลือกถูกกองได้เสมอไป และกองทุนที่เคยทำผลตอบแทนย้อนหลังดีไม่ได้แปลว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงได้เช่นเดิม เป็นได้เพียงตะแกรงร่อนกองทุนที่ไม่ดีออกไปเท่านั้น และไม่ได้การันตีว่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า Passive Fund

 

[อ่านเพิ่มใน : การพนัน 1 ล้านดอลล่า ของ Warren Buffet กับ Passive Fund] อีก 1 หลักฐานพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของ Passive Fund

Previous การพนัน 1 ล้านดอลล่า ของ Warren Buffett กับ Passive Fund
Next 8 สัญญาณเตือน จุดจบคนใช้เงินเกินตัว

No Comment

Leave a reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *